ปลั๊กกันไฟกระชาก: จำเป็นแค่คอมฯ หรือควรมีทั่วบ้าน? (จากประสบการณ์ตรง)

ปลั๊กพ่วงกันไฟกระชากจำเป็นแค่ไหน และเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวไหนที่ควรใช้จริงๆ

ถ้าพูดถึงเรื่องปลั๊กพ่วงกันไฟกระชากเนี่ย ผมเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งที่คอมพิวเตอร์สุดรักของผมมันดับไปดื้อ ๆ ตอนฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างรอบบ้าน ตอนนั้นทั้งเครียดทั้งกังวลว่าอุปกรณ์ข้างในจะพังไหม กว่าจะรู้ตัวว่าอะไรเป็นสาเหตุและจะป้องกันยังไงก็เสียเวลาไปเยอะ เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้มาครับ ว่าเจ้าปลั๊กพ่วงกันไฟกระชากมันจำเป็นแค่ไหนกันแน่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวไหนที่เราควรลงทุนกับมันจริง ๆ

ทำไมไฟถึงกระชาก และมันอันตรายกับเครื่องใช้ไฟฟ้าแค่ไหน?

หลัก ๆ เลยที่ทำให้ไฟกระชากบ่อย ๆ ก็คือฟ้าผ่าครับ หรือบางทีก็มาจากพวกการสับสวิตช์แรงสูงของทางการไฟฟ้า หรือตอนที่ไฟตกแล้วกลับมาใหม่ มันจะมีการกระชากของกระแสไฟที่สูงเกินปกติแค่เสี้ยววินาที แต่ไอ้เสี้ยววินาทีเนี่ยแหละครับที่มันสามารถทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ละเอียดอ่อนได้ทันที เพราะวงจรภายในมันออกแบบมาให้รับกระแสไฟในช่วงปกติเท่านั้น ถ้าเกินมาเยอะ ๆ ก็ช็อต พังเลยครับ

เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบไหนที่ควรใช้ปลั๊กพ่วงกันไฟกระชาก?

จากประสบการณ์ตรงและข้อมูลที่ผมไปศึกษามา ผมสรุปได้ว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้องมีปลั๊กกันไฟกระชากครับ เน้นไปที่อุปกรณ์ที่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงจะดีที่สุด

  • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง:

    อันนี้สำคัญที่สุดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Desktop PC, โน้ตบุ๊ก, จอภาพ, เครื่องพิมพ์ หรือ NAS (Network Attached Storage) เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีชิ้นส่วนละเอียดอ่อนอย่าง CPU, RAM, Hard Drive ที่ไวต่อกระแสไฟกระชากมาก ถ้าพังขึ้นมานี่ข้อมูลหาย แถมซ่อมแพงอีกต่างหาก สำหรับคอมพิวเตอร์ ผมแนะนำปลั๊กที่มีค่า Joules สูง ๆ หน่อยครับ อย่างน้อย 1000 Joules ขึ้นไป
  • โทรทัศน์ Smart TV และเครื่องเสียง:

    ทีวีสมัยใหม่โดยเฉพาะ Smart TV ที่มีแผงวงจรซับซ้อนก็ควรใช้ครับ เพราะถ้าบอร์ดพังนี่คือจบเลย รวมถึงเครื่องเสียงดีๆ ที่มี Amplifier หรือ DAC แพงๆ ก็ควรป้องกันไว้ด้วย
  • อุปกรณ์สมาร์ทโฮมและกล้องวงจรปิด:

    พวก Hub, Router, กล้องวงจรปิด IP Camera, หรืออุปกรณ์ Home Automation ต่างๆ ที่ต้องทำงานตลอดเวลาและมีวงจรควบคุม ก็เป็นอีกกลุ่มที่ควรพิจารณาใช้ครับ เพราะถ้ามันพัง ระบบทั้งบ้านอาจจะรวนได้เลย

เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้างที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ปลั๊กกันไฟกระชาก?

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานที่ไม่ได้มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนมากนัก หรือมีกลไกป้องกันตัวเองในระดับหนึ่ง อาจจะไม่จำเป็นต้องลงทุนกับปลั๊กกันไฟกระชากครับ

  • ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ:

    อุปกรณ์เหล่านี้มักจะมีระบบป้องกันไฟตกไฟเกินในตัวอยู่แล้ว (ยกเว้นรุ่นเก่ามากๆ) และส่วนใหญ่จะเน้นไปที่มอเตอร์เป็นหลัก ซึ่งทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟได้ดีกว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ละเอียดอ่อนครับ
  • เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง:

    คล้ายกับตู้เย็นครับ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์อ่อนไหวขนาดนั้น การป้องกันหลักๆ มักจะเน้นที่เบรกเกอร์ในบ้านมากกว่า

เลือกปลั๊กกันไฟกระชากยังไงให้คุ้มค่า?

สิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากการเลือกซื้อปลั๊กกันไฟกระชากคือไม่ใช่แค่ดูว่ามันเขียนว่า "กันไฟกระชาก" อย่างเดียวครับ

  1. ดูค่า Joules: ยิ่งสูงยิ่งดีครับ ค่านี้บอกถึงปริมาณพลังงานที่ปลั๊กสามารถดูดซับได้ก่อนที่มันจะพัง หรือปล่อยให้กระแสไฟกระชากไปถึงอุปกรณ์ของเรา
  2. มีไฟแสดงสถานะ: ปลั๊กกันไฟกระชากที่ดีควรมีไฟบอกว่าวงจรกันกระชากยังทำงานอยู่ไหม เพราะตัวป้องกันมันมีอายุการใช้งานครับ ถ้าพังแล้วจะได้รู้และเปลี่ยนใหม่
  3. มีช่องเสียบครบ: เลือกจำนวนช่องเสียบให้พอดีกับอุปกรณ์ที่จะใช้ และเผื่อไว้เล็กน้อยก็ดีครับ
  4. มีมาตรฐานรับรอง: เลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน มอก. หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยครับ

สรุปคือ ปลั๊กพ่วงกันไฟกระชากมันจำเป็นกับบางอุปกรณ์จริง ๆ ครับ โดยเฉพาะพวกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาและมีข้อมูลสำคัญอยู่ข้างใน การลงทุนเล็กๆ น้อยๆ กับปลั๊กดีๆ สักอัน ดีกว่ามานั่งเสียใจและเสียเงินก้อนใหญ่ทีหลังแน่นอนครับ ถ้าอยากรู้เรื่องปลั๊กกันไฟกระชากเพิ่มเติม ลอง คลิกอ่านต่อ ที่นี่ได้เลยครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รวมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฉบับมือใหม่จัดสเปกเอง! รู้ครบทุกชิ้น ไม่โดนจัดสเปกดักคอ

จอ 27 นิ้วไม่เกินหมื่น: คาลิเบรตสีเองได้แค่ไหนจากประสบการณ์ตรง

การ์ดรีดเดอร์ตัวไหนที่เหมาะกับงานวิดีโอ?

อัปเกรด Wi-Fi โน้ตบุ๊กเก่า: USB Adapter เอาอยู่จริงดิ?

ปริ้นเตอร์เลเซอร์ VS อิงค์เจ็ท: ประสบการณ์จริงจากคนใช้เครื่องปริ้นทุกวัน