ปริ้นเตอร์กินไฟจริงไหม? เลเซอร์ vs อิงค์เจ็ท ตัวไหนถูกกว่ากันแน่

สมัยก่อนผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดว่าปริ้นเตอร์มันก็แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดา จะกินไฟอะไรนักหนา แต่พอมาเริ่มทำออฟฟิศเล็กๆ ที่บ้านเองนี่แหละ ถึงได้รู้ว่าค่าไฟมันพุ่งเอาเรื่อง พอมานั่งไล่ดูว่าอะไรที่กินไฟแบบไม่รู้ตัว หนึ่งในนั้นก็คือปริ้นเตอร์นี่แหละครับ โดยเฉพาะตอนที่มันไม่ได้ปริ้นท์ แต่เสียบปลั๊กทิ้งไว้เฉยๆ
ปริ้นเตอร์กินไฟตอนไหนบ้าง?
จากประสบการณ์ตรง ปริ้นเตอร์จะกินไฟหลักๆ 3 ช่วง:
- ตอนเปิดเครื่องและวอร์มอัพ: ช่วงนี้แหละที่กินไฟเยอะสุด โดยเฉพาะเครื่องเลเซอร์ ที่ต้องใช้ความร้อนสูงเพื่อละลายผงหมึก ถ้าเปิดแล้วปิดบ่อยๆ ก็เท่ากับว่าต้องวอร์มอัพใหม่หลายรอบ
- ตอนปริ้นท์: ช่วงนี้ก็กินไฟตามปกติ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของงานพิมพ์
- ตอน Standby/Idle: นี่แหละตัวการที่คนส่วนใหญ่ลืม! แม้จะไม่ได้พิมพ์ แต่เครื่องก็ยังเสียบปลั๊กและใช้ไฟเลี้ยงวงจรอยู่ตลอด เพื่อรอคำสั่งพิมพ์ หลายคนเปิดทิ้งไว้เป็นวันๆ หรือแม้กระทั่งข้ามคืน
เลเซอร์ vs อิงค์เจ็ท: ใครกินไฟกว่ากัน?
ตอนแรกผมก็คิดว่าเลเซอร์ต้องกินไฟกว่าแน่ๆ เพราะมันดูทรงพลังกว่า แต่พอเจาะลึกดูจริงๆ แล้ว มันมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่านั้นครับ
เลเซอร์ปริ้นเตอร์ (Laser Printer)
- วัตต์สูงตอนวอร์มอัพ: ช่วงเปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมดประหยัดพลังงาน เครื่องเลเซอร์จะกินไฟสูงมาก อาจถึง 900-1500 วัตต์ เพื่อให้ความร้อนกับชุดทำความร้อน (Fuser Unit) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้พลังงานเยอะที่สุดในการละลายผงหมึก
- วัตต์ต่ำตอน Standby: แต่เมื่อเข้าสู่โหมด Standby หรือ Idle เครื่องเลเซอร์จะกินไฟน้อยมากๆ บางรุ่นแค่ 5-10 วัตต์เท่านั้น
- เหมาะกับ: คนที่พิมพ์เยอะๆ ในครั้งเดียว หรือใช้ในออฟฟิศที่เปิดเครื่องทิ้งไว้ทั้งวัน เพราะการวอร์มอัพบ่อยๆ จะทำให้เปลืองไฟกว่า
อิงค์เจ็ทปริ้นเตอร์ (Inkjet Printer)
- วัตต์ปานกลางตอนปริ้นท์: โดยทั่วไปแล้ว อิงค์เจ็ทจะกินไฟตอนปริ้นท์น้อยกว่าเลเซอร์ อยู่ที่ประมาณ 20-50 วัตต์
- วัตต์ปานกลางตอน Standby: แต่ช่วง Standby นี่สิที่น่าสนใจ บางรุ่นอาจกินไฟ 3-5 วัตต์ ซึ่งดูเหมือนน้อย แต่ถ้าเทียบกับเลเซอร์ที่อาจจะต่ำกว่า 10 วัตต์ ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ที่สำคัญคือมันมักจะมีการทำความสะอาดหัวพิมพ์อัตโนมัติเป็นระยะ ซึ่งช่วงนั้นก็จะกินไฟเพิ่มขึ้น
- เหมาะกับ: คนที่พิมพ์ไม่บ่อย แต่พิมพ์ทีละน้อยๆ หรือใช้งานตามบ้าน
วิธีคำนวณค่าไฟแบบง่ายๆ (ที่หลายคนมองข้าม)
สมมติว่าคุณมีปริ้นเตอร์เลเซอร์ตัวหนึ่ง กินไฟตอน Standby 10 วัตต์ และปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ทอีกตัว กินไฟตอน Standby 5 วัตต์
ถ้าเสียบปลั๊กทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง โดยไม่พิมพ์อะไรเลย:
- เลเซอร์: 10 วัตต์ x 24 ชั่วโมง = 240 วัตต์-ชั่วโมง (หรือ 0.24 หน่วย)
- อิงค์เจ็ท: 5 วัตต์ x 24 ชั่วโมง = 120 วัตต์-ชั่วโมง (หรือ 0.12 หน่วย)
ถ้าค่าไฟหน่วยละ 4 บาท (รวมค่า FT และ VAT แล้ว) คุณกำลังจ่ายค่าไฟให้ปริ้นเตอร์ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย วันละเกือบ 1 บาท หรือเดือนละ 30 บาท นี่แค่เครื่องเดียวนะครับ ลองคิดดูว่าถ้ามีเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้แบบนี้อีกกี่อย่าง
หลายคนอาจจะมองว่าน้อย แต่ในระยะยาวมันก็สะสมได้ครับ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเปรียบเทียบปริ้นเตอร์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ CPUWAX
ทริคประหยัดไฟจากปริ้นเตอร์ที่ผมใช้ประจำ
- ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน: นี่คือวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุด ถ้าไม่ได้จะพิมพ์งานบ่อยๆ หรือไม่ได้ใช้งานภายใน 1-2 ชั่วโมง ถอดปลั๊กไปเลยครับ เป็นการตัดไฟเลี้ยงเครื่อง 100%
- ตั้งค่าโหมดประหยัดพลังงาน: ปริ้นเตอร์รุ่นใหม่ๆ มักจะมีโหมด Sleep หรือ Power Save ให้ตั้งค่าให้เครื่องเข้าโหมดนี้เร็วขึ้นหลังจากไม่มีการใช้งาน
- จัดกลุ่มงานพิมพ์: ถ้าต้องพิมพ์หลายอย่าง พิมพ์รวดเดียวไปเลยดีกว่าเปิดๆ ปิดๆ หรือพิมพ์ทีละแผ่น เพราะแต่ละครั้งที่เปิด เครื่องจะกินไฟสูงตอนวอร์มอัพ
- พิจารณาการใช้งาน: ถ้าคุณเป็นคนพิมพ์เอกสารไม่บ่อย เน้นพิมพ์ภาพสีสวยๆ อาจจะเหมาะกับอิงค์เจ็ท แต่ถ้าพิมพ์เอกสารขาวดำเยอะๆ และพิมพ์ต่อเนื่อง เลเซอร์จะคุ้มค่ากว่าทั้งเรื่องความเร็วและค่าหมึกในระยะยาว
สรุปคือ การเลือกปริ้นเตอร์ให้ประหยัดไฟจริงๆ ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขวัตต์บนกล่องอย่างเดียว แต่ต้องดูพฤติกรรมการใช้งานของเราด้วยครับ ว่าเราจะใช้มันแบบไหน ถอดปลั๊กบ่อยแค่ไหน และพิมพ์งานแบบไหนเป็นหลัก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น