NVMe Gen 3 vs Gen 4: ตัดต่อ 4K, เรนเดอร์ 3D, โหลดเกม จะเห็นผลต่างจริงไหม?

SSD NVMe Gen 3 vs Gen 4 ตัดต่อวิดีโอ เรนเดอร์ 3D โหลดเกม Open World — จ่ายแพงขึ้นแล้วเห็นผลต่างจริงไหม

ถ้าใครเคยลองตัดต่อวิดีโอ 4K หรือเรนเดอร์งาน 3D หนักๆ บนเครื่องที่ใช้ SSD NVMe Gen 3 มาก่อน คงจะพอเข้าใจความรู้สึกที่ต้องนั่งรอนานๆ ได้ดี ผมเองก็เคยเจออาการคอขวดแบบนี้มาแล้วตอนที่ต้องเรนเดอร์โปรเจกต์ใหญ่ๆ ตัวโปรแกรมค้างบ้าง โหลดไฟล์มีเดียช้าบ้าง จนบางทีก็หงุดหงิดจนอยากจะปาคอมทิ้งไปเลย นั่นแหละคือจุดที่ผมเริ่มมองหาตัวช่วยใหม่ๆ ที่จะมาแก้ปัญหานี้ แล้วก็มาลงตัวที่การอัปเกรดเป็น SSD NVMe Gen 4

ตอนแรกก็ลังเลเหมือนกันว่ามันจะคุ้มค่ากับการลงทุนเพิ่มไหม เพราะราคา Gen 4 มันก็สูงกว่าพอสมควร แต่พอได้ลองใช้จริงมาสักพัก ก็พอจะสรุปประสบการณ์และทริคที่ได้เรียนรู้มาแบ่งปันได้

ประสิทธิภาพที่ได้จากการอัปเกรด

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่ Gen 3 จะอยู่ที่ประมาณ 3,500 MB/s แต่ Gen 4 พุ่งไปแตะ 7,000 MB/s ได้สบายๆ ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้มีผลแค่ตอนเบนช์มาร์กเท่านั้น แต่เห็นผลจริงในการใช้งานหลายๆ อย่างเลย

  • งานตัดต่อวิดีโอ 4K/8K

    สำหรับงานตัดต่อวิดีโอที่มีไฟล์ขนาดใหญ่มากๆ เช่น footage 4K หรือ 8K การใช้ Gen 4 ช่วยให้การโหลดพรีวิววิดีโอและการสครับไทม์ไลน์ลื่นไหลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องรอโหลดเป็นจังหวะๆ ตอนเลื่อนไปมา ตอนนี้รู้สึกว่าแทบไม่มีอาการหน่วงเลย ตัวโปรแกรมอย่าง Adobe Premiere Pro หรือ DaVinci Resolve ทำงานได้เร็วขึ้น ผมเคยลองเปรียบเทียบตอน export งาน 4K โปรเจกต์ประมาณ 10 นาที Gen 4 สามารถลดเวลาไปได้ประมาณ 15-20% เลยทีเดียว ถือว่าประหยัดเวลาไปได้เยอะมากเมื่อต้องทำงานจำนวนมาก

  • การเรนเดอร์ 3D และงานออกแบบ

    ในงานเรนเดอร์ 3D ที่ต้องมีการอ่านเขียนไฟล์ texture หรือโมเดลขนาดใหญ่บ่อยๆ การใช้ Gen 4 ก็ช่วยลดเวลาในการโหลด asset เข้ามาในโปรแกรม เช่น Blender หรือ Cinema 4D ได้อย่างเห็นผล นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อ cache ของโปรแกรมด้วย ทำให้การทำงานโดยรวมเร็วขึ้นและเสถียรขึ้น ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าอาการโปรแกรมค้างหรือ crash ตอนเรนเดอร์งานที่ซับซ้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

  • การโหลดเกม Open World

    อันนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องงานโดยตรง แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์การใช้คอมพิวเตอร์ การโหลดเกม Open World ขนาดใหญ่ที่มี asset เยอะๆ อย่าง Cyberpunk 2077 หรือ Starfield บน Gen 4 จะใช้เวลาโหลดฉากเริ่มต้นหรือโหลดระหว่างพื้นที่ (loading screen) สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องรอนานเป็นนาทีๆ ก็เหลือแค่ไม่กี่วินาที ทำให้การเล่นเกมต่อเนื่องและไหลลื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเกมที่ไม่ใช่ Open World หรือเกมที่ไม่ได้ใช้ asset ขนาดใหญ่มากนัก อาจจะเห็นผลต่างไม่เยอะเท่าไหร่

ทริคติดตัวจากการใช้งานจริง

หลังจากที่ได้ลองใช้และเปรียบเทียบมาแล้ว ผมมีทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากแนะนำ:

  1. เช็ก Mainboard ก่อน: ก่อนจะตัดสินใจอัปเกรดเป็น Gen 4 ต้องแน่ใจว่า Mainboard ของคุณรองรับ PCIe Gen 4 และมี M.2 Slot ที่รองรับด้วย เพราะถ้า Mainboard ไม่ซัพพอร์ต ก็ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของ Gen 4 ออกมาได้เต็มที่
  2. พิจารณาการใช้งานหลัก: ถ้าคุณทำงานที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเขียนไฟล์ขนาดใหญ่เป็นประจำ เช่น ตัดต่อวิดีโอ, ทำกราฟิก 3D, หรือเป็นเกมเมอร์ที่เล่นเกม Open World หนักๆ การลงทุนกับ Gen 4 คุ้มค่าแน่นอน แต่ถ้าใช้งานทั่วไป แค่เล่นเน็ต ดูหนังฟังเพลง Gen 3 ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าในด้านราคา
  3. ระบบระบายความร้อน: SSD NVMe Gen 4 โดยเฉพาะรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง มักจะเกิดความร้อนได้ง่ายกว่า Gen 3 แนะนำให้พิจารณาใช้ Heatsink หรือตรวจสอบให้แน่ใจว่าเคสของคุณมีการระบายอากาศที่ดีพอ เพื่อป้องกันอาการ Thermal Throttling ที่อาจทำให้ความเร็วตกลงมาได้

โดยสรุปแล้ว การอัปเกรดเป็น SSD NVMe Gen 4 นั้นเห็นผลต่างจริงในงานที่ต้องการความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลสูงๆ และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มและรายละเอียดทางเทคนิคแบบเจาะลึกเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูที่ CPUWAX ได้เลยครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รวมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฉบับมือใหม่จัดสเปกเอง! รู้ครบทุกชิ้น ไม่โดนจัดสเปกดักคอ

จอ 27 นิ้วไม่เกินหมื่น: คาลิเบรตสีเองได้แค่ไหนจากประสบการณ์ตรง

การ์ดรีดเดอร์ตัวไหนที่เหมาะกับงานวิดีโอ?

อัปเกรด Wi-Fi โน้ตบุ๊กเก่า: USB Adapter เอาอยู่จริงดิ?

ปริ้นเตอร์เลเซอร์ VS อิงค์เจ็ท: ประสบการณ์จริงจากคนใช้เครื่องปริ้นทุกวัน