UPS ตัวช่วยเกมเมอร์และ NAS: เลือกยังไงให้ไฟไม่ดับคาจอ
เคยไหม... กำลังเพลินกับเกมสุดมันส์ หรือกำลังอัปโหลดไฟล์สำคัญอยู่ดีๆ ไฟดันดับซะงั้น? ผมเองก็เจอมาแล้วหลายครั้ง แรกๆ ก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอกมั้ง แต่พอเจอเข้าบ่อยๆ ข้อมูลที่ยังไม่ได้เซฟหาย เกมค้าง หรือหนักสุดคือฮาร์ดดิสก์พังนี่แหละ ถึงได้รู้ซึ้งว่าเครื่องสำรองไฟ หรือ UPS เนี่ย สำคัญโคตรๆ ไม่ใช่แค่สำหรับบริษัทใหญ่ๆ แต่สำหรับคนเล่นเกม หรือคนที่มี NAS อยู่ที่บ้านแบบผมด้วย
แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ผมเองก็มึนตึ้บเหมือนกันว่าจะเลือก UPS แบบไหนดี เพราะสเปกมันเยอะแยะไปหมด จะซื้อตัวใหญ่เกินไปก็เปลืองตังค์ ซื้อเล็กไปก็กลัวเอาไม่อยู่ สุดท้ายก็ต้องมานั่งคำนวณและศึกษาอยู่นานถึงจะเข้าใจ และวันนี้ผมจะมาแชร์ทริคที่ผมใช้จริงจากการลองผิดลองถูกมาเล่าให้ฟังครับ
1. รู้จักอุปกรณ์ตัวเอง: กินไฟเท่าไหร่กันแน่?
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรู้ว่าอุปกรณ์ที่เราจะเสียบกับ UPS นั้นกินไฟเท่าไหร่ ซึ่งปกติแล้วอุปกรณ์ต่างๆ จะมีระบุค่า Watt (W) หรือ Volt-Ampere (VA) อยู่ที่ตัวเครื่องหรือในคู่มือ เช่น:
- คอมพิวเตอร์เล่นเกม: CPU (100-300W), GPU (200-500W), จอภาพ (50-100W), อื่นๆ (50-100W) รวมๆ แล้วอาจจะอยู่ที่ 500W ถึง 1000W+ เลยทีเดียว
- NAS (Network Attached Storage): ส่วนใหญ่จะกินไฟน้อยกว่าคอมพิวเตอร์มาก อยู่ที่ประมาณ 20-60W สำหรับ NAS ทั่วไปที่มี 2-4 Bay แต่ถ้าเป็น NAS ระดับองค์กรก็อาจจะสูงขึ้น
- เราเตอร์/โมเด็ม: ประมาณ 10-20W
ทริคของผมคือให้ดูที่ PSU (Power Supply Unit) ของคอมพิวเตอร์ เพราะส่วนใหญ่จะระบุค่าสูงสุดที่ PSU จ่ายได้ แต่ไม่ใช่ว่าเครื่องจะกินไฟตามนั้นตลอดเวลา การคำนวณที่แม่นยำที่สุดคือใช้ Watt Meter เสียบวัดการใช้งานจริงตอนที่เครื่องทำงานหนักๆ จะได้ค่าที่ใกล้เคียงที่สุดครับ
2. เลือกกำลังไฟ UPS ให้พอดี: VA หรือ Watt?
UPS จะมีค่า VA (Volt-Ampere) และ Watt (W) ให้เลือก ซึ่งทั้งสองค่ามีความสัมพันธ์กัน โดยทั่วไป 1 VA จะประมาณ 0.6-0.7 Watt (ขึ้นอยู่กับ Power Factor ของ UPS) หลักการเลือกคือ:
- คำนวณโหลดรวม: เอาค่า Watt ของอุปกรณ์ทั้งหมดที่เราจะเสียบมารวมกัน เช่น คอมเกม 600W + จอ 80W + NAS 40W = 720W
- เผื่อสำรอง: ควรเลือก UPS ที่มีกำลัง Watt สูงกว่าโหลดรวมประมาณ 20-30% เพื่อไม่ให้ UPS ทำงานหนักเกินไปและยืดอายุการใช้งาน ดังนั้นจากตัวอย่าง 720W x 1.25 = 900W
- แปลงเป็น VA: ถ้า UPS ระบุเป็น VA ก็ให้เอาค่า Watt ที่คำนวณได้ไปหารด้วย Power Factor (สมมติ 0.6) เช่น 900W / 0.6 = 1500 VA
ฉะนั้น ผมก็จะมองหา UPS ที่มีกำลังไฟประมาณ 1500VA หรือ 900W ขึ้นไปครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องสำรองไฟดีๆ ลอง ดูที่ CPUWAX อาจจะได้ไอเดียเพิ่มเติมครับ
3. ระยะเวลาสำรองไฟ: สำคัญกว่าที่คิด
UPS ไม่ได้มีไว้ให้เราทำงานต่อได้เป็นชั่วโมงๆ แต่มีไว้เพื่อให้เรามีเวลาเซฟงาน ปิดเครื่องอย่างปลอดภัย หรือรอจนกว่าไฟจะกลับมา ผมเองตั้งเป้าไว้ที่ 5-10 นาทีก็พอแล้ว
- สำหรับคอมพิวเตอร์เล่นเกม: แค่ 3-5 นาทีก็เหลือเฟือที่จะเซฟเกม ปิดโปรแกรม และชัตดาวน์เครื่องอย่างถูกต้อง
- สำหรับ NAS: สำคัญมากที่จะต้องมีเวลาให้ NAS ทำการปิดระบบอย่างสมบูรณ์ เพราะถ้าไฟดับปุบปับระหว่างเขียนข้อมูล ฮาร์ดดิสก์มีโอกาสพัง หรือข้อมูลเสียหายได้ง่ายๆ ผมจะตั้งเวลาปิดระบบอัตโนมัติของ NAS ไว้ที่ 2-3 นาทีหลังจากไฟดับ
ระยะเวลาสำรองไฟจะขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ของ UPS และโหลดที่เสียบ ถ้าโหลดเยอะ เวลาก็จะน้อยลง ถ้าโหลดน้อย เวลาก็จะนานขึ้น
4. เลือกประเภท UPS: Line-Interactive หรือ Online?
- Line-Interactive UPS: เป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้ตามบ้านและสำนักงานขนาดเล็ก เพราะราคาไม่แพงมาก มีฟังก์ชันปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (AVR) ช่วยป้องกันไฟตกไฟเกินได้ดี เหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์และ NAS ทั่วไป
- Online UPS: แพงกว่ามาก เพราะจะจ่ายไฟบริสุทธิ์และเสถียรตลอดเวลา เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ sensitive มากๆ เช่น เซิร์ฟเวอร์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งอาจจะเกินความจำเป็นสำหรับ Home User อย่างเราๆ ครับ
จากประสบการณ์ตรง ผมเลือกใช้ Line-Interactive UPS ที่มีกำลังไฟเหมาะสมกับโหลดของทั้งคอมเล่นเกมและ NAS ครับ เพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาไฟตก ไฟกระชาก และไฟดับที่เจอบ่อยๆ ได้อย่างสบายๆ การลงทุนกับ UPS อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันช่วยป้องกันความเสียหายใหญ่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับข้อมูลและอุปกรณ์ของเราได้จริงๆ คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น