iPad สำหรับนักเรียน/นักศึกษา: รุ่นไหนตอบโจทย์งบและการใช้งานจริง

สมัยเรียน เพื่อนหลายคนรวมถึงผมก็เคยเจอปัญหาเดียวกัน คืออยากได้ iPad มาใช้เรียนออนไลน์ จดเลคเชอร์ หรือทำรายงาน แต่ไม่รู้จะเลือกรุ่นไหนดี งบก็มีจำกัด กลัวซื้อมาแล้วไม่คุ้ม หรือไปซื้อรุ่นแพงเกินความจำเป็น ซึ่งตอนนั้นมีตัวเลือกไม่มากเท่าตอนนี้ ก็เลยต้องลองผิดลองถูกเองเยอะพอสมควร แต่พอได้ลองใช้จริงมาหลายรุ่น ก็พอจับจุดได้ว่านักเรียนนักศึกษาอย่างเราควรโฟกัสที่อะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรีๆ
1. ไม่ต้องจ่ายแพงเพื่อจอ ProMotion
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องจอ ProMotion ที่ทำให้การวาดเขียนลื่นไหลขึ้น แต่จากประสบการณ์ตรง ผมบอกได้เลยว่าสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ใช้จดโน้ตหรือวาดรูปทั่วไป จอ 60Hz ของ iPad รุ่นธรรมดาก็เพียงพอแล้วครับ ความต่างของ 60Hz กับ 120Hz มันไม่ได้มีผลกับการใช้งานหลักๆ ของเราขนาดนั้น ถ้าไม่ได้เป็นสายวาดรูปจริงจังที่ต้องการความแม่นยำสูงมากๆ หรือทำงานกราฟิกที่ต้องรีเฟรชเรตสูงๆ จริงๆ การประหยัดเงินจากตรงนี้ไปลงกับ Apple Pencil หรือ Keyboard จะคุ้มกว่าเยอะ
ตัวอย่างที่เจอ:
- iPad Gen 9/10: จอ 60Hz ก็เขียนลื่นปรื๊ด ไม่ได้รู้สึกหน่วงอะไรเวลาจดเลคเชอร์ยาวๆ หรือวาดแผนผังประกอบ
- เทียบกับ iPad Air/Pro: ถ้าลองใช้สลับกันจริงๆ จะรู้สึกได้ถึงความลื่นไหลที่ต่างกันนิดหน่อย แต่เป็นความต่างที่ไม่ได้ส่งผลกับการเรียนเท่าไหร่
2. ความจุ 64GB ก็พอสำหรับสายเรียน
เรื่องความจุเป็นอีกจุดที่หลายคนลังเลว่าจะเอา 64GB หรือ 256GB ดี ผมเคยซื้อ 256GB มาแล้วรู้สึกว่าใช้ไม่หมดครับ เพราะไฟล์เอกสาร ไฟล์ PDF หรือแอปที่ใช้เรียนส่วนใหญ่ไม่ได้กินพื้นที่เยอะขนาดนั้น ถ้าเราไม่ได้เก็บรูป/วิดีโอเยอะๆ หรือลงเกมกราฟิกหนักๆ เป็นหลัก 64GB ก็เหลือเฟือครับ ที่สำคัญคือเรามี Cloud Storage อย่าง Google Drive, iCloud หรือ OneDrive ให้ใช้ฟรีอยู่แล้ว ควรใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้เต็มที่
วิธีจัดการพื้นที่:
- เก็บไฟล์เอกสารบน Cloud: ส่วนใหญ่ผมจะเซฟไฟล์งานหรือชีทเรียนไว้บน Google Drive หรือ OneDrive หมดเลย ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่ในเครื่อง
- ลบแอปที่ไม่ใช้: แอบบางตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้ หรือเกมที่เลิกเล่นแล้ว ก็ลบออกไปบ้าง
- สำรองรูปภาพ: ใช้ Google Photos หรือ iCloud Photos ในการสำรองรูปภาพและวิดีโอ เพื่อให้เครื่องมีพื้นที่ว่างมากขึ้น
3. เลือกชิปเซ็ตตามการใช้งาน ไม่ต้องแรงสุด
เรื่องชิปเซ็ต หลายคนอาจจะคิดว่ายิ่งแรงยิ่งดี แต่สำหรับนักเรียนนักศึกษา การทำงานของเราส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการพลังประมวลผลสูงเท่าสายกราฟิกหรือตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพครับ ชิป A-series ที่อยู่ใน iPad รุ่นธรรมดาก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหลายแอปพร้อมกัน จดโน้ต ดูวิดีโอ หรือทำพรีเซนเทชัน
คำแนะนำเฉพาะรุ่น:
- iPad Gen 9 (ชิป A13 Bionic): ยังใช้งานได้ดีมากๆ สำหรับเรียนออนไลน์ จดโน้ต ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมเบาๆ ถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป
- iPad Gen 10 (ชิป A14 Bionic): ประสิทธิภาพดีขึ้นมาอีกระดับ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความแรงเพิ่มขึ้นอีกหน่อย หรือใช้ทำงานที่ซับซ้อนขึ้นมานิดนึง
- iPad Air (ชิป M1): ถ้ามีงบเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย และอาจจะใช้งานตัดต่อวิดีโอ หรือทำงานที่ซับซ้อนขึ้น การเลือก iPad Air ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าเน้นแค่เรียนเป็นหลัก Gen 9 หรือ Gen 10 ก็เหลือเฟือแล้วครับ
ทริคติดตัวที่ใช้ได้จริง:
สรุปคือ ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาที่อยากได้ iPad มาใช้เรียนจริงๆ จังๆ ผมแนะนำให้โฟกัสที่ iPad รุ่นธรรมดา (Gen 9 หรือ Gen 10) ครับ แล้วเอาเงินที่เหลือไปลงทุนกับ Apple Pencil และ Smart Keyboard หรือ Keyboard Bluetooth ดีๆ สักอัน เพราะอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ต่างหากที่จะช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องไปกังวลเรื่องจอ ProMotion หรือความจุที่เกินจำเป็นครับ
จริงๆ แล้ว การเลือก iPad สำหรับนักเรียนนักศึกษามันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ แต่หลักๆ ก็วนเวียนอยู่กับเรื่องงบและการใช้งานนี่แหละครับ ถ้าอยากรู้รายละเอียดเชิงลึกว่าแต่ละรุ่นแตกต่างกันยังไง และมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ลองอ่านต่อ เพื่อเปรียบเทียบรุ่นต่างๆ ได้เลย จะได้ตัดสินใจได้ตรงใจที่สุด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น